ข้อสังเกต

[ออสเตรเลีย] คิดถึงการเต้นในมุมมองที่ต่างออกไป
ว่าด้วยผลงานของซาวีเย เลอ รัว
โดย มาร์ติน เดล อาโม

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่ผมนั่งคุยกับซาวีเย เลอ รัว นักออกแบบท่าเต้นชาวฝรั่งเศส ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมลเบิร์น ผมก็นึกย้อนไปถึงตอนที่ผมชมการแสดงของเขาเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วที่กรุงเบอร์ลินในปี ค.ศ.1999 ที่น่าสนใจคือ การแสดงที่ผมชมครั้งนั้นคือเรื่อง “โปรดักต์ ออฟ เซอร์คัมสแตนเซส” (Product of Circumstances) ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่เขาเพิ่งแสดงไปในซิดนีย์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และกำลังจะแสดงอีกครั้งหน้าที่ศูนย์แดนซ์เฮาส์ (Dancehouse) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในประเทศออสเตรเลีย ศิลปินอิสระในสาขาการเต้นน้อยคนนักที่จะมีโอกาสแสดงผลงานหลังจากฤดูกาลแรกของตน ดังนั้น นี่จึงดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จที่แสนพิเศษ

Product of Circumstances © Katrin Schoofปรากฏว่าเรื่องโปรดักต์ ออฟ เซอร์คัมสแตนเซส (Product of Circumstances) ไม่ใช่ผลงานที่เก่าที่สุดของซาวีเย เลอ รัวด้วยซ้ำ ปัจจุบัน เขายังแสดงเรื่องเซลฟ์ อันฟินิชต์ (Self Unfinished) ผลงานจากเมื่อปี ค.ศ.1998 อยู่ ผลงานทั้ง 2 ชิ้นยังจัดแสดงอยู่เป็นประจำทั่วโลก ดังนั้น นี่จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ ยิ่งถ้าเรามองชีวิตของเลอ รัวในช่วง 25 ปีแรก ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกได้เลยว่าวันหนึ่ง เขาจะกลายมาเป็นนักออกแบบท่าเต้นและผู้สร้างสรรค์การแสดงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในระดับโลก

ความไม่มีลักษณะเฉพาะกลายเป็นลักษณะเฉพาะของเลอ รัว

เดิมที เลอ รัวเรียนชีววิทยาโมเลกุลอยู่ที่มหาวิทยาลัยมงเปอลีเย่ ประเทศฝรั่งเศส ขณะที่เขาเตรียมเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่ เลอ รัวจึงได้เริ่มเรียนเต้นและทำงานกับกลุ่มนักเต้นและนักแสดงในฝรั่งเศส และต่อมาก็ในเยอรมนี เขาเริ่มสร้างสรรค์ผลงานของตนเองในปี ค.ศ.1993 เมื่อถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ผลงานของเขาก็เป็นรายการแสดงเจ้าประจำในเทศกาลต่าง ๆ ในยุโรปแล้ว แม้ว่าการแสดงเดี่ยวของเขาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผลงานที่ยืนยงที่สุด แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เลอ รัวก็ร่วมงานกับศิลปินนักเต้นคนอื่นบ่อยครั้ง เช่น เจโรม เบลและเอซแตร์ ซาลามน ทั้งยังได้สร้างสรรค์การแสดงหมู่หลายชุดและหลายครั้งก็เป็นการทำงานกับนักแสดงที่ไม่ได้เคยฝึกฝนมาก่อน  

ผลงานของเลอ รัวได้รับอิทธิพลมาจากหลากหลายสาขา ทั้งจากโลกแห่งวิทยาศาสตร์ ศิลปะการแสดง และคอนเทมโพรารีแดนซ์ ผลงานของเขาจึงไม่จัดเข้าประเภทใดประเภทหนึ่ง เขาเลือกประเด็นใหม่และวิธีการทำงานแบบใหม่สำหรับงานทุกชิ้นเสมอ เพราะเหตุนี้ ผลงานที่ออกมาจึงไม่มีลักษณะเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ แต่นี่ก็ได้กลายมาเป็นลักษณะเฉพาะของเลอ รัวไปแล้วในระดับหนึ่ง.

แนวคิดจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อมันสื่อสารไปถึงผู้ชมเท่านั้น

น่าแปลก ซาวีเย เลอ รัวมุ่งมั่นตั้งคำถามกับกระบวนการทำงานและพยายามหลีกเลี่ยงการจัดประเภทอย่างยิ่ง แต่ผลงานของเขากลับถูกจัดประเภทอยู่เสมอว่าเป็น “คอนเซปต์ชัวล์แดนซ์” (conceptual dance – การเต้นที่เน้นแนวคิด) หรือเป็นประเภทที่มักถูกจัดให้อยู่คู่กันคือประเภท “ไม่เต้น” (non-dance) แล้วเลอ รัวมีความเห็นว่าอย่างไร คำตอบของเขาชัดเจน เขามองว่าชื่อเรียกเหล่านั้นไม่สร้างสรรค์และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร คำเหล่านั้นไม่ได้ช่วยพัฒนาแนวความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของการเต้นและจำกัดมุมมองในการชมผลงาน ซึ่งตรงกันข้ามกับเป้าหมายของเลอ รัว เขารู้สึกว่าการจัดประเภทไม่เพียงสื่องานของเขาออกมาผิด ๆ เท่านั้น แต่ยังไม่ยุติธรรมกับนักออกแบบท่าเต้นคนอื่น ๆ ที่ผลงานไม่ได้ถูกจัดประเภทเช่นของเขา เขาโต้แย้งว่า ผลงานของคนอื่น ๆ ก็มีแนวคิด/คอนเซปต์ (concept) แฝงอยู่เช่นกัน  และสำหรับเขาแล้ว ไม่มีอะไรจะน่าเบื่อไปกว่าการมีคอนเซปต์เพื่อให้มีคอนเซปต์เท่านั้น แนวคิดจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อมันสื่อสารไปถึงผู้ชมเท่านั้น

เพื่อท้าทายความคิดที่ว่าการเต้นและการคิดไม่เกี่ยวข้องกัน

คนมักตีความแรงผลักดันในการสร้างงานของซาวีเย เลอ รัว และของนักออกแบบท่าเต้นคนอื่น ๆ ที่เริ่มสร้างงานในช่วงกลางยุค 1990 และมีแนวคิดเชิงศิลปะและปรัชญาเหมือนเขาว่า เป็นการโต้ตอบแนวการเต้นในยุค 1980 และต้นยุค 1990 ที่เน้นการใช้ร่างกายและพลังอย่างสูง ดังเห็นตัวอย่างได้จากคณะเต้น เช่น ลา ลา ลา ฮิวแมน สเตปส์ (La La La Human Steps) ดีวี 8 ฟิสิคอล เธียเตอร์ (DV8 Physical Theatre) และอัลติมา เวซ (Ultima Vez)

self unfinished © Katrin Schoofเลอ รัว ดูจะเห็นด้วยกับมุมมองนี้ เขากล่าวว่า ผลงานชิ้นแรก ๆ ของเขามีจุดประสงค์ข้อหนึ่งของคือ แสดงให้เห็นว่าเราคิดถึงการเต้นด้วยวิธีที่ต่างออกไปได้หลายแบบ และที่จริงแล้ว เราจำเป็นต้องคิดทบทวนอยู่เสมอว่าการเต้นเป็นอย่างไรได้บ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ติดอยู่ในขนบและกลับไปสู่แบบแผนที่มีอยู่แล้ว จุดประสงค์อีกข้อหนึ่งคือ เพื่อท้าทายความคิดที่ว่าการเต้นและการคิดไม่เกี่ยวข้องกัน คนจำนวนมากคิดเช่นนั้น แม้จะฟังดูบ้าบอแค่ไหนก็ตาม แต่เลอ รัวชี้แจงว่าการท้าทายนี้จะสร้างสรรค์ก็ต่อเมื่อเป็นการท้าทายทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ ขณะที่ศิลปินท้าทายความคาดหวังของผู้ชมและความคิดที่ผู้ชมมีอยู่ก่อนแล้ว ศิลปินก็ต้องท้าทายหลักการและวิธีสร้างผลงานของตนอยู่เสมอด้วย ดีแล้วที่ศิลปินท้าทายผู้ชม แต่ถ้าศิลปินไม่เคารพหน้าที่ในฝั่งของตนเองแล้ว ศิลปินก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือไปทั้งหมด

การเต้นและการออกแบบท่าเต้นไม่เหมือนกัน

เมื่อไม่มีการเต้นในงานของเขา ในที่นี้หมายถึงการเต้นในความหมายตามขนบดั้งเดิม เลอ รัวมองว่าตนเองเป็นผู้สร้างสรรค์การเต้นอยู่หรือไม่ เขาตอบอย่างระมัดระวังโดยอธิบายว่า เขามองว่าการเต้นและการออกแบบท่าเต้นไม่เหมือนกัน เขาสนใจศิลปะแห่งการออกแบบท่าเต้น คือ การตอบสนองต่อแนวคิดที่เกิดขึ้นจากการเต้น เขาไม่ค่อยสนใจการใช้ท่าทางการเต้นที่บัญญัติไว้แล้ว เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เขาชื่นชมกลุ่มนักออกแบบท่าเต้นที่โบสถ์จัดสันในยุค 1960 มากและชื่นชมการนำการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันมาผสมผสานกับการเต้น นี่เป็นหนึ่งในอิทธิพลหลักต่องานของเขาในฐานะนักออกแบบท่าเต้น

วิธีการทำงานของเลอ รัวเข้มงวดอย่างยิ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นคนที่ทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ผลงานส่วนใหญ่ของเขาน่าสนใจคืออารมณ์ขันและความไม่ตึงเครียดที่สอดแทรกอยู่ในงาน ส่วนเรื่องที่เขายืนกรานว่าเราจะต้องท้าทายตนเองอย่างไม่หยุดหย่อนนั้น เขาเป็นคนพูดจริงทำจริงขนานแท้

การเล่นเกมเป็นเครื่องมือหนึ่งในการออกแบบท่าเต้น

Le Roy Turnhalle © Katrin Schoofในบรรดาโครงการที่แตกต่างหลากหลายกันอย่างมากนั้น มีการแสดงชุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าแปลกที่สุด คือ การแสดงที่เลอ รัวคิดขึ้นสำหรับเด็กอายุระหว่าง 8 - 11 ปีจำนวน 40 คนในปี พ.ศ.2549 ผลงานชิ้นนี้แสดงประกอบเพลงไอออนไนเซชัน (Ionisation) ของคีตกวีชาวฝรั่งเศส เอ็ดการ์ วาแรส และแสดงเป็นหนึ่งในรายการแสดงร่วมกับวงเบอร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิก ออเคสตรา โดยมีเซอร์ ไซมอน แรตเทิลเป็นวาทยากร แล้วนักออกแบบท่าเต้นที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการพูดคุยกับผู้ร่วมงานเกี่ยวกับวิธีการต่าง ๆ อย่างยิ่งคนนี้ทำงานกับเด็ก ๆ ได้อย่างไร เลอ รัวตอบคำถามนี้ได้ทันที ก็ให้เด็ก ๆ เล่นเกมสิ เขากล่าว นั่นไม่ใช่คำตอบที่ผมคาดไว้แต่ก็ไม่ได้น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะเลอ รัว ลองใช้การเล่นเกมเป็นเครื่องมือการออกแบบท่าเต้นมาหลายปีแล้ว ผลที่ได้ปรากฏอยู่ในการแสดงหมู่เรื่องโปรเจคต์ (Project, 2546) เลอ รัวตั้งใจให้เด็กมีส่วนร่วมในกระบวนการการสร้างสรรค์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวอย่างเช่น เขาให้เด็กนำเพลงและเสื้อผ้าที่ชอบมา โดยให้คำสั่งหลัก ๆ 2 ข้อคือ “หนูเป็นคนกำหนดเองว่าจะทำอะไร” และ “หนูไม่มีทางทำอะไรผิดได้เลย”

สิ่งที่โครงการนี้บอกให้ผมรู้คือ ในแวบแรก งานชิ้นนี้เหมือนจะแหวกแนวออกจากงานทั่วไปของเลอ รัว แต่ถ้ามองผลงานของเขาทั้งหมดในภาพรวมจะพบว่ามันไม่ได้หลุดจากความเป็นเลอ รัวเลยแม้แต่น้อย แท้จริงแล้ว ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นพลังขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังผลงานของเขาทุกชิ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ และพลับขับเคลื่อนดังกล่าวก็คือความพร้อมที่จะทดลองและความสงสัยใคร่รู้ที่กระตุ้นให้สำรวจสิ่งที่ไม่รู้จักและความเป็นไปได้ของมัน


บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เว็บไซต์ของคริติคอลแพธ

มาร์ติน เดล อาโม
เป็นนักเต้นและนักออกแบบท่าเต้นที่ประจำอยู่ในซิดนีย์ แต่เดิมมาจากประเทศเยอรมนี เขามีชื่อเสียงจากผลงานการแสดงเดี่ยวความยาวเต็มเรื่องที่ผสมผสานการเคลื่อนไหวแปลกประหลาดเข้ากับการเล่าเรื่องราวอย่างลึกซึ้ง