คอนเทมโพรารีแดนซ์ของอินโดนีเซีย : บุคลิกหลากหลาย
รายการปิดของเทศกาลนาฏยศิลป์อินโดนีเซียครั้งที่ 10
โดย เมลิสซา เควก
นักเต้น 5 คนสวมเสื้อยืดเรียบๆ สีขาวและกางเกงวอร์มยืนแช่ค้างอยู่ใต้ลำแสงแคบๆ ใน "ฟรอม เบตาแมกซ์ ทู ดีวีดี" (From Betamax to DVD) โดยเจ็กโค ซิอมโป บรรยากาศที่สร้างขึ้นจากเสียงอิเล็กโทรนิกชวนปวดหัวก้องสะท้อนอยู่รอบตัว ซีตี อาเจง โซลาเอมาน กระตุกเร็วๆ ครั้งหนึ่ง แล้วกระโดดแล้วเตะที่ด้านหนึ่งของเวที กระตุ้นให้ อันดารา ฟีรมาน มูอีส ตามด้วย เจ็กโค ซิอมโป (ผู้ออกแบบท่าเต้น) เริ่มเคลื่อนไหวที่อีกด้านหนึ่งของเวที ซิอมโปกระโดดออกมานอกแถว และมูอิสก็ตามออกมา แต่แล้วก็โดนต้อนกลับเข้าที่
นักแสดงร้องเสียงหลงพร้อมกับแตกออกเป็นท่วงทำนองแห่งการเคลื่อนไหวที่แยกออกจากกัน นั่นคือ มือเก็บเข้าไป ขากระทืบ หัวกระตุกขึ้นมา หนึ่งท่าต่อหนึ่งจังหวะ ทุกคนเต้นด้วยความเร็วที่เปี่ยมพลังแม้จะคาดเดาได้ ตอนแรก การแสดงที่เปี่ยมด้วยพลัง การเต้นที่กระฉับกระเฉง และท่าเต้นที่ชัดเจนในทุก ๆ ท่วงท่านั้นดูแล้วช่างเชี่ยวชาญและน่าตื่นเต้น แต่การแสดงเป็นเส้นอย่างนี้ต่อไปตลอด ท่าทางเปลี่ยนไปอย่างว่องไวด้วยจังหวะเร็วคงที่ แสดงต่อไปอย่างเปี่ยมพลัง แต่ราบเรียบ ไม่มีจุดสูงสุด มีเพียงการหยุดอย่างฉับพลันและเริ่มใหม่เท่านั้น เป็นประโยคที่ไม่มีจุดจบ โดยมีความนิ่งคั่นเป็นวรรคตอนบ้าง และมักมีเสียงร้องแหลมและเสียงเห่าคอยขีดเส้นใต้เน้นบางช่วง การผสมผสานระหว่างระบำปาปัวและฮิปฮอป
ใช่ นักเต้นแปรแถวและเคลื่อนที่เข้าและออกจากลำแสงนั้น แต่โดยรวมแล้ว มันก็คือการนำสิ่งเดิมๆ มาผสมผสานกันใหม่ อย่างไรก็ตาม ซิอมโปกำลังพูดถึงหัวข้อใหญ่ นั่นคือ "ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นสารจากประเพณีดั้งเดิม" (ข้อความจากในสูจิบัตร) เราคงไม่อาจเข้าใจได้เลยถ้าไม่มีเรื่องย่อ 1 บรรทัดนี้ ถ้าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือการเคลื่อนจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง ลีลาการเคลื่อนไหวของซิอมโปก็เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับแก่นความคิดนี้เช่นกัน ภาษาท่าทางของเขาเป็นการผสมผสานระหว่างระบำปาปัวและฮิปฮอป รวมกับรูปร่างท่าทางที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสัตว์ของปาปัว (โดยเฉพาะจิงโจ้ตัวเล็ก) และจังหวะที่เร็วอย่างคงที่
เพลงเมดเลย์รวมสิ่งมีชีวิตและสิ่งสังเคราะห์
ส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผลงานชิ้นนี้ดึงดูดผู้คนได้จากทั่วโลกคือ ซิอมโปเคลื่อนไหวได้อย่างทรงพลัง และใช้เสียงที่ทุกคนรู้จักดี เสียงที่ทุกคนจำได้นี้เองเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักของผลงานชิ้นนี้ เสียง บี๊ปเตือนแบบอิเล็กโทรนิก เสียงการจราจรที่ก้องดัง และเสียงจากนักแสดงรวมกันเป็นเพลงเมดเลย์รวมสิ่งมีชีวิตและสิ่งสังเคราะห์ ในกรณีนี้ เสียงที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องก็แสดงให้เห็นอยู่ในรูปแบบการตั้งแถวที่เปลี่ยนไปด้วย แต่การเคลื่อนไหวที่เสมอต้นเสมอปลายดูเหมือนจะสื่อว่า แม้ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปอยู่เสมอ แต่โดยเนื้อแท้แล้วโลกก็ยังเหมือนเดิม
การผสมผสานเชิงสัญลักษณ์ระหว่างตะวันออกและตะวันตก
ในทางตรงกันข้าม โฮม อันแกรติฟายอิง ไลฟ์ ผลงานของเอโค ซูปรียันโต ประกอบด้วยภาพที่น่าตกใจ ดนตรีส่วนใหญ่อาจร้องเป็นภาษาชวาดั้งเดิม ซึ่งเป็นภาษาที่แม้แต่ในอินโดนีเซียเองก็มีน้อยคนนักที่เข้าใจ แต่ดนตรีก็มีเสียงสูงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดซ้อนทับ ผู้ออกแบบท่าเต้นผสมผสานตะวันออกและตะวันตกไว้ในสัญลักษณ์ของเขาอย่างชาญฉลาด ซูปรียันโตใส่เสื้อผ้าบาติกและรองเท้าบูทที่ดูอุ้ยอ้าย มัดผมเป็นหางม้ายาวลงมาถึงหลัง เขาเดินไปช้ามากๆ ข้ามหน้าเวทีไปในวงแสงแคบๆ เมื่อเขามาถึงกลางเวที เขาก็มาอยู่ตรงหน้ากรอบไม้สี่เหลี่ยมที่แขวนไว้พอดี แขนของเขาเคลื่อนไหวราวกับกำลังบำเพ็ญภาวนา นิ้วมือกระตุกสั้นๆ ตรงหน้าเขา จากนั้น ขณะที่ตาของเขายังจ้องเขม็งผ่านกรอบไม้ไป เขาก็ถอยหลังมาสู่ขอบเวทีและล้มลงไปยังบริเวณคนดูอันมืดมิด
ในความมืด ร่างสีขาว 2 ร่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น แต่ทั้งคู่เป็นชิ้นเดียวกัน นั่นคือ ชายใส่ชุดสีดำสวมปีกขนนกสีขาวคู่หนึ่ง เขาอาจเป็นภาพแทนยมทูตก็ได้ เขาเดินมาที่กรอบอย่างช้าๆ เขายืนอยู่ตรงนั้นนานมาก การเคลื่อนไหวอันน้อยนิดของเขาค่อย ๆ กลายมาเป็นภาพ ขณะที่เขามองออกมายังหมู่ผู้ชม - หรือเขากำลังนำตัวเองไปใส่กรอบ เขาถอยไป และชายหนุ่ม 2 คน สวมเพียงกระจับ ก็กระโดดเข้ามาอยู่ในแสง แขนยาวๆ แหวกว่ายไปในอากาศ ทั้งคู่ทำให้เวทีที่เงียบอยู่ก่อนหน้านี้กระฉับกระเฉงขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่ดูเหมือนรูปปั้นอยู่หลังกรอบภายในแสงรูปสี่เหลี่ยมนั้น รูปร่างที่คดโค้งของทั้งคู่ก็ดูดิบและแข็งแรง พวกเขาคอยมองขึ้นไปด้านบนอยู่เสมอและเอื้อมลงมาถึงพื้นทำให้นึกถึงอาณาจักรแห่งวิญญาณที่มองไม่เห็น"มองอะไร"
ชายทั้งสองถูกแทนที่ด้วยผู้หญิงคนหนึ่ง เดินมากับสุนัขของเธออย่างเงียบๆ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างมนุษย์และสัตว์ ชายคนหนึ่งเดินมาด้วย เขาไว้ผมสั้นกุด หนวด บางๆ รูปร่างผอมแห้ง แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสั้นจับจีบเป็นระบายแบบนักบัลเลต์สีส้มสะท้อนแสง ทำให้เกิดเป็นภาพน่าสนใจที่น่าตกใจในตอนแรกแต่ไม่นานก็ถูกมองข้ามไป เขาร้องเพลง แต่ก็หยุดทันทีเพื่อกระตุ้นผู้ชม โดยตะโกนออกมาผ่านกรอบไม้นั้นว่า "มองอะไร" จากนั้น เขาก็กลับไปร้องเพลงอย่างสงบและเคลื่อนตัวเข้าไปสู่ความมืด สายตาของเจ้าสุนัขมองตามเขาไป ขณะที่หญิงสาวคนนั้นยังยืนจ้องมองออกไปไกลแสนไกลจากกรอบไม้ ดูสงบอย่างอธิบายไม่ถูก เจ้าสุนัขนั่งอยู่ข้างเธอโดยไม่มีลูกเล่นอะไร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเลี้ยงให้เชื่อง และอาจจะตั้งใจเตือนให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ของเรากับธรรมชาติ
แสดงอารมณ์อย่างมากและต้องอาศัยร่างกายอย่างยิ่ง
บาเรนา (หัวหน้า) ผลงานของวินเซนต์ เซควาตี โคโค มัตซเว ชาวแอฟริกาใต้ตั้งคำถามว่า พลังมาจากการเป็นเจ้าของสัญลักษณ์อย่างผ้าคลุมไหล่กะรุ่งกะริ่งและไม้เท้าของเขาหรือไม่ หรืออำนาจเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในกรณีของมัตซเว เมื่อดูจากพลังมหาศาลที่เขามีอยู่ในครอบครองแต่ปล่อยออกมาตามแต่ใจคิด เขามีพลังในตัวอยู่แล้ว แนวแอโฟร-ฟิวชัน (Afro-fusion - การผสมผสานระหว่างแอฟริกันและคอนเทมโพรารีแดนซ์) ของเขานั้น แสดงอารมณ์อย่างมากและต้องอาศัยร่างกายอย่างยิ่ง มัตซเวพูดไปด้วยขณะที่เขาเคลื่อนไหว เสียงหวูดและหอนอย่างสัตว์เสริมด้วยเสียงให้จังหวะที่เข้มแข็ง ทำให้เสียงของเขาหายไป แต่พลังของเขายังชัดเจนอยู่ในคิ้วเป็นร่องและดวงตาที่เบิกกว้างและดุดัน หลังจากนั้น เขาก็เหี่ยวลงราวกับพ่ายแพ้และหมดแรง แต่แล้วก็ยิ้มกว้างขณะที่เท้าและศีรษะของเขาเคลื่อนที่เร็วจนมองไม่ชัด เนื่องจากฉันโดนกระตุ้นอารมณ์จนเหนื่อยแล้ว ฉันจึงยินดีรับทำนองเพลงของเอริก ซาตีที่ค่อย ๆ ดังขึ้นและลอยมาปกคลุมเวที แต่แทนที่จะเต้นให้เข้ากับท่วงทำนอง มัตซเวกลับทำสิ่งที่คาดไม่ถึง คือ เขายังทำท่วงท่าเป็นจังหวะอันทรงพลังในแบบของเขาเองต่อไป เมื่อเขาไม่สนใจดนตรีที่เปลี่ยนไป เขาก็ได้เก็บและควบคุมพลังไว้ในร่างกายของตนเองอย่างแน่นหนานักออกแบบท่าเต้นในฐานะนักแสดงหลักในผลงานของตนเอง
นักออกแบบท่าเต้น 3 ท่านนี้สื่อสารเกี่ยวกับมนุษยธรรมและการดำรงอยู่ของมนุษย์ และแต่ละคนก็สื่อออกมาอย่างระมัดระวังในแบบเฉพาะของตน แต่ละคนปรากฏตัวเป็นนักแสดงหลักในผลงานของตนเอง และเรือนร่างของพวกเขาก็เล่าเรื่อง
ซิอมโปเป็นนักแสดงที่แปลกจากคนอื่นใน ฟรอม เบตาแมกซ์ ทู ดีวีดี โดยหันหน้าออกจากคนที่เหลือในกลุ่ม เขาเคลื่อนไหวช้ากว่าเพื่อน จึงไม่พร้อมกับคนอื่น แสดงให้เห็นว่า เขาตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างตัวเขาเองและผู้ร่วมเต้นคนอื่นที่เด็กกว่า ซูปรียันโตเป็นร่างแรกที่มองออกมาผ่านกรอบไม้ไปยังรูปที่ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบนเวทีใน โฮม อันแกรติฟายอิง ไลฟ์ เมื่อเขากระโดดลงไปสู่พื้นที่คนดูอันมืดมิด ก็ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งกับผู้ชม และเป็นการเชิญชวนเราให้มองผ่านดวงตาของเขา และนี่ก็เป็นหน้าที่ของการออกแบบท่าเต้นเช่นกัน ประเด็นสำคัญของบาเรนา (หัวหน้า) ก็อยู่ไว้อยู่ในร่างของมัตซเวบนเวที ร่างกายของเขาเป็นทั้งสัญลักษณ์และมีทั้งพลังในตัวเอง ส่วนการเดินทางของร่างกายของเขาก็เป็นพาหนะให้ผู้ชมใช้ท่องเที่ยวไปในการแสดงชิ้นนั้น
แนวโน้มสู่สัญลักษณ์นิยมแบบศิลปะชั้นสูง (high-art symbolism)
ในการแสดงปิดเทศกาลนาฏยศิลป์อินโดนีเซียครั้งที่ 10 ภายใต้แนวคิด "พลังสู่อนาคต" (powering the future) นักออกแบบท่าเต้นผู้พัฒนามาจนเต็มที่เหล่านี้อาจมองได้ว่าเป็นตัวแทนของ "ปัจจุบัน" ของคอนเทมโพรารีแดนซ์ เป็นตัวอย่างให้นักออกแบบท่าเต้นชาวอินโดนีเซียยุคต่อมาเดินตาม
นอกจากโบอี ซักติผู้ที่ประกาศจะเลิกออกแบบท่าเต้นเมื่อปีก่อนแล้ว ซิอมโปและซูปรียันโตเป็นผู้ส่งผลงานคอนเทมโพรารีแดนซ์ออกไปแสดงนอกประเทศมากที่สุดในอินโดนีเซียในปัจจุบัน (ชื่อของผลงานของทั้งสองท่านเป็นภาษาอังกฤษและไม่ได้มีความหมายเฉพาะในแง่วัฒนธรรม) ถ้าจะตัดสินกันตามผลงานของนักออกแบบท่าเต้นใหม่ๆ ที่ได้รับคัดเลือกมาแสดงในเทศกาล นักเต้นและนักออกแบบท่าเต้นรุ่นใหม่ก็กำลังรับสารอย่างแจ่มแจ้ง ผลงานที่ได้รับคัดเลือกมาแสดงชี้ให้เห็นชัดว่า คอนเทมโพรารีแดนซ์อินโดนีเซียมีแนวโน้มไปทาง สัญลักษณ์นิยมแบบศิลปะชั้นสูง โดยแสดงด้วยช่วงจังหวะที่ช้าอย่างสง่างาม หรือสร้างความประทับใจด้วยการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป แต่นั่นก็เข้าใจได้ เนื่องจากการเรียนรู้มักเริ่มต้นจากการเลียนแบบ แต่คำถามจริงๆ คือ ควรเลียนแบบกันมากกว่านี้อีกหรือ
เมลิซา เควก
เริ่มเป็นนักเต้นคอนเทมโพรารีแดนซ์อาชีพในสิงคโปร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นอกจากแสดงแล้ว เธอยังมีบทบาทต่อวงการเต้นของสิงคโปร์ในฐานะนักออกแบบท่าเต้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เธอเป็นผู้ประสานงานหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) หลักสูตรนาฏยศิลป์ที่วิทยาลัยศิลปะลาซาล (LASALLE College of the Arts) สิงคโปร์











