ฤดูร้อนแห่งศิลปะ จากเมืองเล็ก สู่ศูนย์กลางงานศิลป์

เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา งานศิลปะแนวอาวองต์-การ์ดไม่ได้ถูกจัดแสดงที่ปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ก ทว่าเป็นเมืองเล็กๆ ในเยอรมนีอย่างคัสเซิลและมึนสเตอร์ สองเมืองที่กลายเป็นสถานที่จัดงานที่ประสบความสำเร็จถึงสองงาน
 

อัลเฟร็ด ฮามิลตัน บารร์ (Alfred H. Barr) ชายผู้สง่างามเจ้าของแว่นตากรอบบาง ตีตั๋วเที่ยวบินตรงจากนิวยอร์กมายังเยอรมนี สำหรับในปี ค.ศ. 1955 แล้ว นี่ไม่ใช่การเดินทางธรรมดาๆ แต่สำหรับเขา ผู้ดำรงตำแหน่งประธานผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Museum of Modern Art) เวลาทุกนาทีนั้นมีค่า โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางตามภาพเขียนระดับโลกที่มีมูลค่ามหาศาลมาแบบติดๆ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของอ็องรี มาติส (Henri Matisse) และปาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ที่ถูกยืมมาจัดแสดงที่เยอรมนีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกจบลง เมื่อเขาลงจากเครื่องบินที่แฟรงเฟิร์ตเป็นครั้งแรก เขาก็ต้องตกตะลึงเป็นอย่างมากที่ได้ทราบว่าเมืองคัสเซิล (Kassel) นั้นไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ศูนย์กลางของรัฐเฮสเสิน (Hessen) ทว่าเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่ห่างออกไปถึง 4 ชั่วโมงทางรถไฟ เรเน่ เนเลอ (E. R. Nele) ศิลปินหญิงและลูกสาวของอาร์โนลด์ โบเดอ (Arnold Bode) ผู้ก่อตั้งงาน documenta ยังคงจำชายอเมริกันผู้ตื่นตะลึงในวันนั้นได้ดี “เขามาถึงสถานีรถไฟคัสเซิลซึ่งมีสภาพพังมาก แล้วเดินไปตามถนนที่ผุพัง พลางคิดไปด้วยว่างาน documenta จะไปจัดอยู่ตรงไหนได้”

การจัดงานครั้งแรกที่คัสเซิลเป็นเพียงงานย่อยในงานแสดงพืชสวน

บุรุษจากอเมริกาผู้นี้คงจะรู้สึกตกใจกับสภาพแวดล้อมโดยรอบอยู่ไม่น้อย จนไม่อาจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการจัดงาน documenta ในครั้งแรกที่เพิ่งติดตั้งงานในซากปรักหักพังจากเพลิงไหม้ของพิพิธภัณฑ์ Fridericianum ได้มากนัก ผนังถูกฉาบปูนเปลือยเอาไว้ ภาพเขียนถูกวางไว้โดยไม่ห่อให้เรียบร้อยบนพื้นฝุ่นเขรอะ ไม่มีเครื่องปรับอากาศใดๆ และไม่มีแม้กระทั่งระบบรักษาความปลอดภัย อีกทั้ง การจัดแสดงงานนี้ซึ่งได้ผลงานศิลปะที่สำคัญแห่งยุคโมเดิร์นมารวมกันไว้ถึง 700 ชิ้นที่คัสเซิล กลับเป็นเพียงงานย่อยงานหนึ่งที่จัดอยู่ภายใต้งานแสดงพืชสวนเท่านั้น อย่างไรก็ดี ภาพเขียนชิ้นเอกก็ได้ถูกนำไปจัดแสดงในที่ที่แสงสวยที่สุด ปิดผนังที่แขวนเอาไว้ด้วยวอลเปเปอร์สีขาว มีแสงแดดอ่อนๆ สาดเข้ามาที่ซากปรักหักพัง เผยให้เห็นถึงความงดงามของผลงานชิ้นเอกแห่งยุคโมเดิร์นที่เมื่อเพียง 10 ปีก่อนถูกเหล่านาซีดูแคลนเอาไว้
 
ในปีนั้น มีผู้ชมกว่า 130,000 คนมาเยี่ยมชมงาน documenta ครั้งที่ 1 และนี่คือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่นำมาสู่การจัดงานเมื่อช่วงฤดูร้อนในปี 2017 ที่ผ่านมา และทำให้ผู้อำนวยการพิพิธภัณธ์แห่งนิวยอร์กยังคงตีตั๋วเที่ยวบินตรงมาสู่เมืองเล็กๆ ในเยอรมนีเพื่อมางานนี้เสมอ เช่นเดียวกันกับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์จากลอนดอน, ปารีส, เม็กซิโกซิตี้, ปักกิ่ง, ซิดนีย์และลอสแอนเจลิส และเช่นเดียวกันกับผู้เข้าชมงานอีกหลายแสนคนจากต่างประเทศที่จะต้องนั่งรถไฟอีกต่อหนึ่งมาจากมิวนิก เบอร์ลิน หรือแฟรงเฟิร์ต
 
เหตุที่มีผู้มาเยี่ยมชมงานเป็นจำนวนมหาศาลในปีนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่มีงานกิจกรรมทางศิลปะใหญ่ๆ จัดขึ้นในยุโรปช่วงฤดูร้อนพร้อมๆ กันถึง 4 งาน นอกจากงาน ducumenta 14 ที่คัสเซิลแล้ว ยังมีงาน Skulptur-Projekte ที่จัดขึ้นทุกๆ 10 ปีที่มึนสเตอร์ ทั้งสองงานนี้ต่างก็มีพิธีเปิดในวันที่ 10 มิถุนายนเหมือนกัน นอกจากนั้นยังมีงาน Venice Biennale ที่จัดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายนในปีนี้ และในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ducumenta 14 ก็ได้เริ่ม “ปีแห่งงานศิลปะ” ด้วยการจัดงานที่กรุงเอเธนส์ด้วย ปี 2017 นี้จึงเป็นปีที่มีงานจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญถึง 4 แห่งและจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนทั้งสิ้น ปรากฏการณ์นี้จึงมีส่วนสร้างแรงสะเทือนต่อโลกและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน เมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลง ชื่อศิลปินและผลงานใหม่ๆ มากมายจะถูกกล่าวถึงในวงกว้าง รวมไปถึงงานที่จัดแสดง, ภาพถ่าย, วิดีโอ, การแสดงและภาพเขียนทั้งหลายจะขึ้นแท่นอยู่ในทำเนียบงานที่ทุกคนต้องมาชม เพราะเหล่าผู้ที่จัดแสดงงานศิลปะจากทั่วทุกมุมโลกจะพากันเขียนถึง ซื้อขายและเก็บสะสมงานเหล่านี้กัน ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมและประติมากรรมจากผ้าที่คลังแสงในเวนิส งานติดตั้งขนาดมหึมาอย่าง the Parthenon of Books ที่ Marta Minujín ศิลปินชาวอาเจนตินาสร้างจากหนังสือที่เคยเป็นหนังสือต้องห้ามในอดีตและปัจจุบันหลายพันเล่ม ไปจนถึงการแสดงอีกจำนวนนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นมีการแสดงชื่อ Faust ผลงานของ Anne Imhof จัดแสดงที่ German pavilion ในเวนิสและได้รับรางวัลสิงโตทองคำประจำปีนี้ไปครองอีกด้วย
 
เหตุใดเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่จัดงานเหล่านี้ รวมไปถึงเมืองเล็กๆ อย่างมึนสเตอร์และคัสเซิลกลายเป็นเวทีหลักของงานแสดงทางศิลปะ แทนที่จะเป็นปารีส ลอนดอน หรืออย่างน้อยก็เป็นเมืองใหญ่อย่างเบอร์ลิน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่งานแสดงศิลปะใหญ่ๆ ที่มีความถี่ในการจัดไม่เหมือนกันได้มาจัดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันในฤดูร้อนปีนี้ที่เยอรมนี คำตอบก็คือ ไม่มีประเทศใดที่ลงทุนลงแรงได้มากมายเท่ากับเยอรมนีในเรื่องนี้ เป็นที่เข้าใจกันว่าเป้าหมายแรกๆ ของการก่อตั้งงาน documenta ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือการตอบสนองต่อแรงกระตุ้นของผู้คนที่ต้องการให้มีการเชื่อมศิลปะตะวันตก พิพิธภัณฑ์ในนิวยอร์ก และศิลปะอาวองต์-การ์ดจากปารีสเข้าหากันอีกครั้ง ในตอนนั้น อาร์โนลด์ โบเดอได้ลองนำคำภาษาเยอรมันอย่าง “Dokumentation” และ “Dokumente” มาเล่นเสียงสัมผัสกันจนกระทั่งคิดคำใหม่ได้เป็นคำว่า “documenta” ที่สั้นและมีความ “อินเตอร์” พร้อมกันนั้นก็ได้สร้างสรรค์งานจัดแสดงศิลปะที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนขึ้น ภาพรวมของงานในมุมใหญ่ที่เขามุ่งจะใช้เป็นเครื่องมือสร้างความปรองดองให้กับชาวเยอรมันหลังการหลุดพ้นจากการปกครองของนาซีเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมานั้นจะต้องไม่เหมือนกับงานอื่นๆ เช่นงาน Venice Biennale งานจะต้องไม่เน้นย้ำเรื่องการสร้างชาติ ไม่มีกรรมการตัดสินให้รางวัลและไม่มีการแข่งขันใดๆ ศิลปะจะเป็นเพียงศิลปะอันบริสุทธิ์และเรียบง่ายที่คัสเซิล ไม่เผยแสดงสิ่งใดนอกจากตัวงานนั้นๆ เอง เป็นดั่งศิลปะอาวองต์-การ์ดระดับนานาชาติ และเปี่ยมคุณค่าในตัวเอง
งาน documenta ในช่วงต่อมานั้นไม่เน้นการมองย้อนกลับไปในอดีต แต่เป็นการเฉลิมฉลองให้กับสิ่งนามธรรมร่วมสมัย งานศิลปะที่มีชีวิต ซึ่งในยุคนั้นการนำเสนองานศิลปะร่วมสมัยยังถือเป็นสิ่งที่ใหม่ และส่งอิทธิพลต่องานศิลปะในยุคหลังสงครามโลกเป็นอย่างมาก อดัม ชไซแมชซิค (Adam Szymczyk) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของงาน documenta 14 ในปีนี้ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขาไม่เชื่ออย่างยิ่งใน “genius loci” หรือการจัดสถานที่ให้มีบรรยากาศพิเศษ แต่เชื่อใน “จิตวิญญาณของตัวงานนั้นๆ” มากกว่า หากมองจากประวัติศาสตร์แล้ว การจัดงาน documenta นั้นมีความลงตัวและเป็นปัจเจกสูงด้วยที่ตั้งของงานที่คัสเซิล ซึ่งมีข้อดีคือการจัดวางงานศิลปะอันหลากหลายมารวมกัน ซึ่งไม่ใช่งานประเภทที่ผู้คนเก็บสะสมหรือเป็นงานจัดแสดงที่หวือหวา และทุกๆ 5 ปีงาน documenta ก็จะเวียนกลับมาจัดใหม่อีกครั้ง
 
งานศิลปะที่ถูกนำมาจัดแสดงที่งานนี้มักเป็นงานที่มีความแหวกแนวเป็นอย่างมาก ดังเช่นผลงานภายใต้การกำกับของฮาราลด์ เซมันน์ (Harald Szeemann) ในงาน documenta 5 เมื่อปี ค.ศ. 1972 เป็นต้น กว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมานับตั้งแต่การจัดงานในครั้งแรก การันตีได้เสมอว่าทุกครั้งจะต้องมีทั้งการระดมทุนและการมารวมตัวกันของผู้คนจำนวนมหาศาล
 
งาน Skulptur-Projekte ที่มึนสเตอร์นั้นก็ไม่ต่างกันนัก ภายหลังความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชมในงานครั้งแรกๆ เมื่อปี ค.ศ. 1977 และ 1987 โดยผู้ก่อตั้งงาน คาสเปอร์ เคอนิก (Kasper König) งานนี้ก็กลายมาเป็นภาพติดตรึงใจที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาชมไม่แพ้กัน เมื่อใดที่งานนั้นๆ มีผู้สนับสนุนเงินทุนที่เป็นคนมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นคนดังที่มีชื่อเสียงในแวดวงศิลปะอาวองต์-การ์ดอย่าง บรูซ เนามัน (Bruce Nauman) ไปจนถึงโรสมารี ทร็อกเคล (Rosemarie Trockel) ผลลัพธ์ที่ได้คืองานแสดงศิลปะที่จัดสืบต่อกันมายาวนานบนปฏิทินงานศิลปะของโลก

นโยบายด้านวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เมืองเล็กๆ ในเยอรมนี

การสร้างพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอและมีนโยบายด้านการสนับสนุนทางวัฒนธรรมที่ดีช่วยเสริมสร้างเมืองเล็กๆ ในเยอรมนีให้แข็งแกร่งได้เป็นอย่างดี เยอรมนีตะวันตกในช่วงหลังสงครามนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเชื่อมต่อเข้ากับวัฒนธรรมตะวันตกให้ได้อีกครั้ง แต่ต่อมาการแบ่งแยกประเทศออกเป็นตะวันตกและตะวันออก ไปจนถึงการรวมประเทศอีกครั้งยิ่งกลับทำให้เมืองคัสเซิลถูกผลักให้ออกห่างศูนย์กลางของประเทศเยอรมนีมากยิ่งขึ้น มีเรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นเรื่องเข้าใจได้ยากที่อื่น แต่สำหรับในเยอรมนี สิ่งเคยเป็นและยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่จนบัดนี้ก็คือการที่เหล่าพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายมีอิสระในการรวมรวบและจัดแสดงงานศิลปะโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ อีกทั้งการศึกษาด้านศิลปะยังเป็นของที่รัฐแทบจะให้ประชาชนแบบฟรีๆ รวมไปถึงการสนับสนุนด้านทุนแก่สมาคมศิลปะ หอแสดงงานศิลปะ และพื้นที่จัดแสดงงานของศิลปินอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นตลาดศิลปะที่มีความรุ่งเรื่อง ภาคประชนต่างรักในงานศิลปะและมีความรู้ความเข้าใจ ที่แม้จะมีประสบการณ์กับงานศิลป์รุ่นเก่าและงานคลาสสิก แต่ก็พร้อมที่จะเปิดรับงานแนวทดลองร่วมสมัยอยู่เสมอ
 
การตัดสินใจไปจัดงานที่กรุงเอเธนส์อาจเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงอยู่มากสำหรับเหล่าร้านรวงต่างๆ ในคัสเซิล แต่สำหรับผู้ชมงานศิลปะก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าเหตุใด documenta 14 จึงไปจัดอยู่ที่เอเธนส์ด้วย อย่างไรก็ตาม โอควูอี เอนวีเซอ (Okwui Enwezor) ผู้อำนวยการจัดงานได้เตรียมการไว้แล้วตั้งแต่เมื่อครั้งจัดงาน documenta 11 ด้วยการจัดงานสัมมนาในทุกทวีป และในงาน documenta 13 ก็ได้จัดสถานที่จัดแสดงขนาดเล็กที่กรุงคาบูล ในอัฟกานิสถานและแบนฟ์ ในแคนาดา อาจกล่าวได้ว่า เยอรมนีลงทุนไปไม่น้อยในงานนี้สำหรับการขยายงานไปสู่ประเทศอื่น
 
ในฤดูร้อนปี 2017 นี้ ผู้คนนับพันได้หลั่งไหลไปยังคัสเซิลและมึนสเตอร์ ไม่แน่คุณอาจจะบังเอิญได้พบกับนักสร้างหนังแนวทดลอง นักเขียนและช่างภาพรุ่นเก๋าชาวลิธัวเนียอย่างโยนัส เมคัส (Jonas Mekas) ในวัย 92 ปีที่นั่นก็เป็นได้ เมคัสเป็นหนึ่งในศิลปินที่อายุมากที่สุดที่เคยมีมา ที่ได้ร่วมจัดแสดงงานใน documenta ภาพถ่ายที่เขานำมาจัดแสดงนั้นบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของงานจัดแสดงที่แสนสงบสุข อันที่จริง นี่ไม่ใช่การมาคัสเซิลครั้งแรกของเขา เนื่องจากเขาเคยเป็นผู้ที่ถูกบังคับใช้แรงงานในค่ายกักกัน หลังจบสงครามโลก ความโหดเหี้ยมที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ฉีกทำลายทวีปออกเป็นเสี่ยงๆ และทำให้อีกหลายล้านชีวิตต้องจบสิ้นลง โยนัส เมคัสยังคงใช้ชีวิตต่ออยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นที่คัสเซิล จนกระทั่งได้ลี้ภัยไปยังนิวยอร์กในที่สุด สมุดบันทึกประจำวันของเขาในช่วงปี 1944-1954 เพิ่งจะได้รับการแปลและตีพิมพ์ในชื่อ “ฉันไร้ที่ไป” (I Had Nowhere to Go)