กิจกรรมแบบซีรีย์
29 พฤศจิกายน 2568 - 30 เมษายน 2569
ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568
เทศกาล|นิรันดร์ [กัลป์]
มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติในรูปแบบการแสดงศิลปะสองปีครั้ง
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะองค์กรภาครัฐที่มีภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติในรูปแบบการแสดงศิลปะสองปีครั้ง หรือที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในคำศัพท์ภาษาอิตาลีว่า ‘เบียนนาเล่’ ภายใต้ชื่อ “ไทยแลนด์เบียนนาเล่” ไทยแลนด์เบียนนาเล่มีการเปลี่ยนจังหวัดที่จัดแสดงนิทรรศการในทุกครั้ง โดยสามจังหวัดแรกที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดไทยแลนด์เบียนนาเล่เป็นจังหวัดนำร่องที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมโครงการ “เมืองศิลปะ” ของกระทรวงวัฒนธรรม คือ จังหวัดกระบี่ (พ.ศ. 2561) จังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช (พ.ศ. 2564) จังหวัดเชียงราย (พ.ศ. 2566) และล่าสุด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต (พ.ศ. 2568)
แนวคิดของเทศกาลไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 คือ “นิรันดร์ [กัลป์]” กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ และ ธรรมชาติ ภายใต้เงื่อนไขของเวลา การพิจารณาอีกครั้งถึงประเด็นที่อยู่บนวิกฤตของความเสื่อมถอยต่อระบบนิเวศวิทยา ภัยคุกคามจากเทคโนโลยี การใช้ธรรมชาติอย่างขาดการพิจารณาและสำนึกถึงความแตกต่างของผู้คนที่อยู่ร่วมกัน
ภาพดวงตะวันลับขอบฟ้าที่จุดชมวิวแหลมพรหมเทพแสดงถึงกิจกรรมของดวงอาทิตย์ที่ยังคงเคลื่อนมาบรรจบ ณ จุดมองเดิมนับล้านปี เป็นตัวแทนของจังหวะที่เชื่อมโยงโลกนี้เข้าด้วยกัน ทั้งในชีวิตประจำวัน และวงโคจรของจักรวาลที่ลึกซึ้ง แสดงถึงแนวคิดกัลปาวสานที่ถูกใช้ในการเปรียบเปรยถึงความรักที่มั่นคง การคงอยู่อย่างนั้นตราบนิจนิรันดร์ ในศิลปะ บทเพลง บทกวี ธรรมชาติถูกมองเป็นตัวแทนถึงความยั่งยืนเสมอ จนกระทั่งปัจจุบัน เราได้เห็นว่าภัยคุกคามจากเทคโนโลยี ภัยจากการทำสงคราม ภัยระเบิดนิวเคลียร์ ภัยจากอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเครื่องจักรขนาดใหญ่ การใช้ธรรมชาติอย่างหนักหน่วง และ ภัยจากการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโลกธรรมชาติและการทำลายล้างที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์
การตีความในเชิงศิลป์ที่ผ่านมาอาจต้องรื้อถอนความหมายใหม่ ความรักไม่อาจยั่งยืนดั่งธรรมชาติ และปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากมนุษย์ที่คิดถึงแต่การมีอยู่ของมนุษย์ ทุกสิ่งกลายเป็นเครื่องมือในการรับใช้มนุษย์ และสร้างความหมายให้กับมนุษย์เท่านั้น ภายใต้ช่วงเวลาของความกังวลมีเพียงภาพมนุษย์ที่ปรากฏอยู่บนจินตนาการของปริภูมิที่มีเวลาของมนุษย์เป็นเงื่อนไข หากแต่เวลาเกิดขึ้นพร้อมการมีอยู่ และจะหยุดลงเมื่อการมีอยู่ดับไป
ประวัติศาสตร์ของภูเก็ตเปิดพื้นที่ให้มีการไตร่ตรองถึงการผ่านไปและการอยู่ร่วมกันของช่วงเวลาต่าง ๆ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการทบทวนตนเองในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การแข่งขัน ความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มสูงขึ้น และความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและความเห็นอกเห็นใจ เราจำเป็นต้องยอมรับและให้เกียรติจังหวะชีวิตมากมายที่แตกต่าง รวมถึงความหลากหลายของเวลา เช่น เวลาที่เต่าขึ้นมาวางไข่ เวลาการก่อตัวของปะการัง เวลาของต้นไม้ โขดหิน ท้องทะเล และดวงอาทิตย์
การทำความเข้าใจการมีอยู่บนเวลาที่แตกต่างของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการพิจารณาและอาจนำพาไปสู่ความเห็นอกเห็นใจและความชื่นชมโลกมากขึ้น ซึ่งอาจมองเป็นการต่อต้านการฉกฉวยและแสวงประโยชน์ของมนุษย์ได้หรือไม่
อีกสิ่งสำคัญคือการรับรู้และเคารพจังหวะการโต้ตอบบนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่หลากหลายและแปรผัน การจัดลำดับความสำคัญ ความก้าวหน้า ความล้าหลัง ล้วนนำมาซึ่งความขัดแย้งบนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แตกต่างซับซ้อนและละเอียดอ่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อความแตกต่างซับซ้อน เราจะต้องยอมรับช่วงเวลาและจังหวะที่เชื่อมโยงกันในพื้นที่ และระบบนิเวศที่เราใช้ร่วมกัน เราต้องเคารพต่อมิติอันศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายของเวลา จึงอาจสามารถตระหนักถึงความรักที่แท้จริงระหว่างโลกได้
แนวคิดของเทศกาลไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568 คือ “นิรันดร์ [กัลป์]” กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ และ ธรรมชาติ ภายใต้เงื่อนไขของเวลา การพิจารณาอีกครั้งถึงประเด็นที่อยู่บนวิกฤตของความเสื่อมถอยต่อระบบนิเวศวิทยา ภัยคุกคามจากเทคโนโลยี การใช้ธรรมชาติอย่างขาดการพิจารณาและสำนึกถึงความแตกต่างของผู้คนที่อยู่ร่วมกัน
ภาพดวงตะวันลับขอบฟ้าที่จุดชมวิวแหลมพรหมเทพแสดงถึงกิจกรรมของดวงอาทิตย์ที่ยังคงเคลื่อนมาบรรจบ ณ จุดมองเดิมนับล้านปี เป็นตัวแทนของจังหวะที่เชื่อมโยงโลกนี้เข้าด้วยกัน ทั้งในชีวิตประจำวัน และวงโคจรของจักรวาลที่ลึกซึ้ง แสดงถึงแนวคิดกัลปาวสานที่ถูกใช้ในการเปรียบเปรยถึงความรักที่มั่นคง การคงอยู่อย่างนั้นตราบนิจนิรันดร์ ในศิลปะ บทเพลง บทกวี ธรรมชาติถูกมองเป็นตัวแทนถึงความยั่งยืนเสมอ จนกระทั่งปัจจุบัน เราได้เห็นว่าภัยคุกคามจากเทคโนโลยี ภัยจากการทำสงคราม ภัยระเบิดนิวเคลียร์ ภัยจากอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเครื่องจักรขนาดใหญ่ การใช้ธรรมชาติอย่างหนักหน่วง และ ภัยจากการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้เน้นย้ำถึงความเปราะบางของโลกธรรมชาติและการทำลายล้างที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์
การตีความในเชิงศิลป์ที่ผ่านมาอาจต้องรื้อถอนความหมายใหม่ ความรักไม่อาจยั่งยืนดั่งธรรมชาติ และปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากมนุษย์ที่คิดถึงแต่การมีอยู่ของมนุษย์ ทุกสิ่งกลายเป็นเครื่องมือในการรับใช้มนุษย์ และสร้างความหมายให้กับมนุษย์เท่านั้น ภายใต้ช่วงเวลาของความกังวลมีเพียงภาพมนุษย์ที่ปรากฏอยู่บนจินตนาการของปริภูมิที่มีเวลาของมนุษย์เป็นเงื่อนไข หากแต่เวลาเกิดขึ้นพร้อมการมีอยู่ และจะหยุดลงเมื่อการมีอยู่ดับไป
ประวัติศาสตร์ของภูเก็ตเปิดพื้นที่ให้มีการไตร่ตรองถึงการผ่านไปและการอยู่ร่วมกันของช่วงเวลาต่าง ๆ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการทบทวนตนเองในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การแข่งขัน ความไม่เท่าเทียมที่เพิ่มสูงขึ้น และความตึงเครียดระหว่างวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและความเห็นอกเห็นใจ เราจำเป็นต้องยอมรับและให้เกียรติจังหวะชีวิตมากมายที่แตกต่าง รวมถึงความหลากหลายของเวลา เช่น เวลาที่เต่าขึ้นมาวางไข่ เวลาการก่อตัวของปะการัง เวลาของต้นไม้ โขดหิน ท้องทะเล และดวงอาทิตย์
การทำความเข้าใจการมีอยู่บนเวลาที่แตกต่างของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อการพิจารณาและอาจนำพาไปสู่ความเห็นอกเห็นใจและความชื่นชมโลกมากขึ้น ซึ่งอาจมองเป็นการต่อต้านการฉกฉวยและแสวงประโยชน์ของมนุษย์ได้หรือไม่
อีกสิ่งสำคัญคือการรับรู้และเคารพจังหวะการโต้ตอบบนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่หลากหลายและแปรผัน การจัดลำดับความสำคัญ ความก้าวหน้า ความล้าหลัง ล้วนนำมาซึ่งความขัดแย้งบนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่แตกต่างซับซ้อนและละเอียดอ่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อความแตกต่างซับซ้อน เราจะต้องยอมรับช่วงเวลาและจังหวะที่เชื่อมโยงกันในพื้นที่ และระบบนิเวศที่เราใช้ร่วมกัน เราต้องเคารพต่อมิติอันศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายของเวลา จึงอาจสามารถตระหนักถึงความรักที่แท้จริงระหว่างโลกได้
กิจกรรม
-
–
ศาลา: Instant Kalpa(s)
นิทรรศการ | พื้นที่และเวลาคู่ขนานในเขตร้อน
-
ต. ตลาดเหนือ อ. เมืองภูเก็ต, ภูเก็ต
-
-
–
ศาลา: ที่นี่ไม่เปิดให้บริการ
นิทรรศการ | หนึ่งใน ‘ศาลา’ ของงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2568
-
เลขที่ 85 ต.ตลาดเหนือ , ภูเก็ต
-