การเรียนการสอนระหว่างวัฒนธรรม
กรอบคิดใหม่ของกระบวนการการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม

วัฒนธรรมนั้นไม่มีขอบข่ายที่สามารถนิยามได้ชัดแจ้ง
วัฒนธรรมนั้นไม่มีขอบข่ายที่สามารถนิยามได้ชัดแจ้ง | © vege - Fotolia.com

วัฒนธรรมนั้นไม่สามารถแบ่งแยกขอบเขตออกจากกันได้อย่างชัดเจนและมิได้มีเนื้อในเหมือนกันไปเสียทั้งหมด หากเป็นมากกว่านั้นโดยได้ถูกนิยามผ่านความสัมพันธ์อันมีพลวัตไปจนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล – ความรู้ใหม่นี้มีความหมายอย่างไรกับการจัดกระบวนการคิดของฉากทัศน์การเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม ข้อสรุปนี้จะนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างไร
 

วัฒนธรรมและภาวะระหว่างวัฒนธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน: ทุกวันนี้เครือข่ายระดับโลกนั้นแผ่ขยายไปทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ นิเวศวิทยา การขนส่ง หรือเทคโนโลยีสื่อก็ตาม มิใช่เพียงโครงสร้างทางการเมืองเท่านั้นที่แข็งกร้าวมากขึ้นในช่วงนี้ ทว่าการจำกัดขอบเขตและการกีดกันขอบเขตก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นหนทางในการพยายามหยุดยั้งการอพยพย้ายถิ่นฐาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอยู่ในเครือข่ายที่ผู้คนไม่สามารถหลีกหนีได้อีกดังที่เคยทำได้ในช่วงทศวรรษก่อนหน้านี้ ทุกวันนี้ วัฒนธรรมนั้นไม่ว่าจะนิยามด้วยความหมายกว้างหรือแคบเพียงใด ก็สั่งสมเอกลักษณ์ของตนเองจากรากฐานไม่มากนัก หากสั่งสมจากคุณภาพของความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้กระทำอื่นๆ ในสนามวัฒนธรรม คำว่า พื้นที่ผู้กระทำ นั้น ในที่นี้หมายถึงเครือข่ายของมนุษย์เป็นหลักและยังรวมถึงผู้กระทำอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์เพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น ในบริบทของอินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง

วัฒนธรรมนั้นเปิดกว้างมากขึ้น มีพลวัตมากขึ้น และถักทอไว้ด้วยกันอย่างเหนี่ยวแน่นขึ้นเรื่อยๆ หากเราพิจารณามุมมองนี้ไปจนสุด เราจะไปถึงนิยามของคำว่า ภาวะข้ามวัฒนธรรม คำนิยามนี้มีที่มาจากข้อสรุปที่ว่าวัฒนธรรมนั้นอยู่ในภาวะผสมผสานอันไม่สามารถแบ่งแยกขอบข่ายออกจากกันได้ นักปรัชญาชื่อ โวล์ฟกัง เวลช์ ได้เผยแพร่แนวคิดภาวะข้ามวัฒนธรรมนี้อย่างจริงจังในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมเรื่องภาวะระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งก่อร่างจากการเปรียบเทียบวัฒนธรรมที่ต่างกัน ตามที่เวลช์เสนอนั้น วิธีนี้ก่อให้เกิดการจำกัดขอบเขตของแต่ละวัฒนธรรมมากขึ้น และนำไปสู่ภาวะความเป็นเนื้อเดียวกันของวัฒนธรรม ผลของความเข้าใจแบบนี้ก็คือ การเหมารวมและการตีตราจากอคติอันเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ - หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามของเป้าหมายที่การเรียนการสอนวัฒนธรรมหลากหลายที่ต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งข้อวิจารณ์นี้สมเหตุสมผล อย่างไรก็ดี แนวคิดภาวะข้ามวัฒนธรรมก็มีจุดอ่อนข้อหนึ่ง มุมมองข้ามวัฒนธรรม ซึ่งไม่คำนึงถึงขอบเขตระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ นั้น จะไม่สะท้อนถึงสภาวะปัจจุบันของการกำหนดขอบเขต ความขัดแย้งทางโครงสร้าง และการมีส่วนได้เสียเชิงอำนาจ วาทกรรมในปัจจุบันซึ่งพยายามขบคิดหามโนทัศน์ใหม่ด้านวัฒนธรรมและภาวะระหว่างวัฒนธรรมนั้น พยายามจะควบรวมโครงสร้างและกระบวนการที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน ในที่นี้วัฒนธรรมเป็นตัวแทนของมุมมองเชิงโครงสร้าง และภาวะระหว่างวัฒนธรรมเป็นตัวแทนของมุมมองเชิงกระบวนการ - โดยเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันเช่นที่เคยเป็นมา

ข้อสรุปพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในงานวิจัยระหว่างวัฒนธรรม

แม้ว่าข้อถกเถียงของผู้ที่ต้องการให้ปรับทิศทางการวิจัยระหว่างวัฒนธรรมและการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมไปในทิศทางใหม่จะต่างกันอย่างยิ่ง ก็ยังมีข้อสรุปพื้นฐานที่ทุกคนเห็นพ้องกันอยู่คือ วัฒนธรรมนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎและกติกาซึ่งควบคุมความประพฤติของผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม โดยมีประเพณี ข้อตกลง หรือกฎหมายคอยสนับสนุน แต่เนื่องจากผู้คนอาจรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เพียงวัฒนธรรมเดียว แต่เป็นหลายวัฒนธรรม กระบวนการเหล่านี้จึงซับซ้อน ยิ่งกระบวนการต่อรองซับซ้อนเท่าใด ก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้นที่จะนิยามวัฒนธรรมว่าเป็นเนื้อเดียวกันและมีเครือข่ายที่นิยามได้ชัด ดังนั้น ความเป็นของตนเองก็จะถักทอปนเปไปกับความเป็นอื่นและก่อร่างเชื่อมโยงจุดต่างๆ ที่เป็นเอกเทศบนสเปกตรัมหลายระดับที่อยู่ระหว่างความคุ้นเคยและความไม่คุ้นเคย เราอาจกล่าวถึงสถานการณ์ระหว่างวัฒนธรรมในกรณีที่มีความไม่คุ้นเคยและความคุ้นเคยอยู่เป็นปกติวิสัย เนื่องจากไม่ทราบว่าจะใช้กฎเกณฑ์ใดที่เหมาะสมมาควบคุมความประพฤติและกิจกรรมเหล่านั้น สมรรถนะทางวัฒนธรรม หมายถึง ความสามารถที่จะต่อรองกฎเกณฑ์ ปรับใช้มุมมองของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อในการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หากกระบวนการนี้สำเร็จ โครงสร้างดังกล่าวจะทำให้กระบวนการระหว่างวัฒนธรรมเริ่มก่อตัวเข้าสู่สภาวะวัฒนธรรมนิยม แม้ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมอาจทำให้เข้าใจผิดกันได้โดยง่าย แต่ก็ควรนับว่าเป็นโอกาสแรกที่จะค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือย่างก้าวเข้าสู่เขตแดนที่ไม่รู้จัก



ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมหมายถึงการคำนึงถึงมุมมองของผู้อื่นด้วยในขณะที่ต่อรองกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมหมายถึงการคำนึงถึงมุมมองของผู้อื่นด้วยในขณะที่ต่อรองกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ | © Trueffelpix - Fotolia.com

ผลที่ตามมาของการเรียนการสอนระหว่างวัฒนธรรม

แม้ข้อสรุปพื้นฐานทางทฤษฎีจะเปลี่ยนไป ก็เป็นที่ชัดเจนอยู่ดีว่าเราจำเป็นต้องปรับปรุงแนวคิดการเรียนการสอนระหว่างวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วกันใหม่ แบบฝึกหัดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ข้อควรปฏิบัตและข้อห้าม” รวมทั้งแบบฝึกหัดที่ลดทอนวัฒนธรรมเหลือเพียงวัฒนธรรมประจำชาติและพยายามอธิบายด้วยโมเดลหรือข้อสรุปตามมาตรฐานนั้นไม่สามารถจะไปกันได้กับกรอบคิดใหม่ เช่นเดียวกันกับการเล่นบทบาทสมมติหรือจำลองสถานการณ์ที่ใช้วัฒนธรรมสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมานำเสนอในแบบที่เป็นเนื้อเดียวกัน และเช่นเดียวกันกับการใช้คำอธิบายด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียวมาอธิบายความเข้าใจผิดระหว่างวัฒนธรรม

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีแบบฝึกหัดการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมมากมายนักที่พยายามปรับปรุงเนื้อหาดังที่กล่าวมาแล้ว สถาบันเกอเธ่เป็นองค์กรหนึ่งที่ได้ริเริ่มพัฒนาแนวคิดการอบรมสมรรถนะข้ามวัฒนธรรมซึ่งได้เริ่มนำมาใช้งานจริงแล้ว จุดประสงค์การเรียนรู้ของการอบรมดังกล่าว ได้แก่:
  • การปฏิบัติตัวอย่างสร้างสรรค์ต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและไม่ชัดเจน
  • สะท้อนมุมมองและมีปฏิสัมพันธ์จากการสะท้อนนั้น
  • ทำความเข้าใจความแตกต่าง มิใช่เพียงกับเรื่องที่เข้าใจผิด แต่ยังรวมถึงโอกาสอื่นที่อาจมีเกิดขึ้นได้
  • ระบุโอกาสที่จะสร้างพลังร่วมและใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้น
  • พัฒนาความตระหนักรู้ถึงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมซึ่งอาจเกิดขึ้นในปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงที่อาจเกิดจากทักษะภาษาที่ไม่เท่ากัน
  • เข้าใจว่าวัฒนธรรมเป็นเครือข่ายที่ไม่สามารถแยกขอบเขตออกจากกันได้อย่างชัดเจน เป็นเครือข่ายที่มีคุณค่าหลากหลายและมีโอกาสที่จะเปิดกว้าง
  • เข้าใจการพัฒนาวัฒนธรรมภายในบริบทของประวัติศาสตร์โลก
  • มีแรงจูงใจในปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและจูงใจให้ผู้อื่นเข้าร่วมเช่นเดียวกัน

ศักยภาพของสื่อดิจิทัล

จากมุมมองทางทฤษฎีและการสอนนั้น จุดประสงค์คือทำให้ผู้เรียนปรารถนาจะแสวงหาประสบการณ์และแสดงให้ผู้เรียนเห็นว่าสามารถค้นพบเครือข่ายวัฒนธรรมที่แตกต่างได้อย่างไร นอกเหนือจากนั้นแล้ว ผู้สอนจำเป็นต้องมีวิธีที่มิใช่เพียงเพื่อชูประเด็นในหัวข้อภาวะระหว่างวัฒนธรรม แต่ริเริ่มภาวะระหว่างวัฒนธรรมนั้นด้วย ในบริบทนี้ สื่อดิจิทัลสามารถเปิดพื้นที่ให้ความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ เช่น ห้องเรียนเสมือนจริงให้ผู้เรียนทั่วทุกมุมโลกมีปฏิสัมพันธ์กันภายในกรอบของเกมจำลองเสมือนจริงเพื่อทำงานร่วมกันในหัวข้อต่างๆ วิธีนี้ทำให้สามารถร่วมมือกันในชีวิตจริงได้แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันทั้งภาษา เขตเวลาและปัจจัยไม่แน่นอนอื่นๆ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และวิเคราะห์งานผ่านหน้าจอของเพื่อนร่วมกลุ่มได้ในโดเมนเสมือนจริง สถานการณ์เรียนรู้เหล่านี้เปิดช่องทางให้สามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ทุกข้อที่กล่าวข้างต้น

การเรียนรู้ผ่านการค้นพบด้วยสื่อดิจิตอลก็คล้ายกันไม่น้อย กูเกิลเอิร์ธและสตรีตวิวไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้เรียนได้เริ่มต้นค้นหาเส้นทางที่แตกต่างกันสุดขั้วได้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้เรียนได้บันทึกมุมมองที่แตกต่างต่อสิ่งเดียวกันและสถานการณ์เดียวกันได้อีกด้วย จากภาพถ่ายและความเห็นที่ผู้ใช้ทั่วโลกได้ให้ไว้

อย่างไรก็ดี แบบฝึกหัดสำหรับการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมยังสามารถพัฒนาให้ใช้กับสถานการณ์เรียนรู้ที่ไม่ใช่ดิจิทัลได้ด้วย “Positive Incidents” คือเหตุการณ์ที่ไม่ใช่เกิดจากความเข้าใจผิด แต่รวมถึงโอกาสที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งสิ่งนี้จะจุดประกายให้ผู้เข้าร่วมได้รับสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่อาจสร้างได้ด้วยตนเอง แบบฝึกหัดนี้ยังรวมถึงการเล่นบทบาทสมมติที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ที่หลากหลายของผู้กระทำ รวมถึงบทเรียนตัวอย่างที่มีบันทึกโอกาสการสร้างพลังร่วมระหว่างวัฒนธรรม ทั้งยังรวมถึงโครงงานร่วมที่มุ่งเน้นการเห็นคุณค่าร่วมกัน และความตั้งใจจริงที่จะอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกัน ตัวอย่างหนึ่งของแบบฝึกหัดเหล่านี้คือเกมหอคอยน้ำตาล
 

แบบฝึกหัดรูปแบบใหม่เหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกัน คือเพื่อทำความเข้าใจและฝึกฝนปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมโดยมองเป็นโอกาสที่จะได้อยู่ร่วมกัน และเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ผู้กระทำในสนามวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน โดยเริ่มจากมุมมองการวิจารณ์ตนเองก่อน ในกระบวนการเหล่านี้ ผู้เข้าร่วมจะต้องยอมรับว่าคุณค่าท้องถิ่นและคุณค่าสากลนั้นมีคุณค่าเท่าเทียมกัน

 

อ้างอิง

Bolten, Jürgen (Hg.) (2016): (Inter-)Kulturalität neu denken. Sonderheft des Interculture Journal. Bd. 15, H. 26.

Haas, Helene (2009): Das interkulturelle Paradigma. Passau: Stutz Verlag.

Helmolt, Katharina van/Berkenbusch, Gabriele/Jia, Wenjian (Hg.) (2013): Interkulturelle Lernsettings. Konzepte – Formate – Verfahren. Stuttgart: ibidem.

Thiagarajan, Sivasailam/Bergh, Samuel van den (Hg.) (2014): Interaktive Trainingsmethoden. Thiagis Aktivitäten für berufliches, interkulturelles und politisches Lernen in Gruppen. Schwalbach/ Ts.: Wochenschau Verlag.

Welsch, Wolfgang (2009): Was ist eigentlich Transkulturalität?