สาระเรื่องฟุตบอล 6 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับฟุตบอลเยอรมัน

ผู้รักษาประตู มานูเอล นอยเออร์
ผู้รักษาประตู มานูเอล นอยเออร์ | ภาพ (บางส่วน) : © Picture Alliance/R4341

คุณรู้จักกฎ 50+1 ไหม แล้วรู้หรือไม่ว่าแบร์ท เทราท์มันน์เป็นใคร ในบทความนี้ เราขอนำเสนอ 6 เรื่องน่าสนใจและสุดแปลกจากเยอรมนี ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นชาติแห่งฟุตบอล

ผู้รักษาประตูคือไททัน

คงไม่มีชนชาติใดที่จะสร้างผู้รักษาประตูฝีมือยอดเยี่ยมได้เท่าเยอรมนีอีกแล้ว ตั้งแต่โทนี ทูเร็ค ที่ช่วยทีมชาติเยอรมันในการแข่งฟุตบอลโลกปีค.ศ. 1954 ให้เอาชนะฮังการีและเป็นแชมป์โลกได้ จนมาถึงโอลิเวอร์ คาห์น ผู้ได้รับฉายา “ไททัน” และมานูเอล นอยเนอร์ กัปตันทีมชาติและแชมป์บอลโลกคนปัจจุบัน ในเยอรมนี ผู้รักษาประตูเป็นที่รักของทุกคน หนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของเยอรมนีนั้นเคยแทบไม่เป็นที่รู้จักเลยในประเทศขณะที่เขายังเป็นนักเตะอยู่ เขาคือแบร์ท เทราท์มันน์ (Bert Trautmann) จากเบรเมน ทหารเชลยศึกที่ถูกอังกฤษจับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังได้รับการปล่อยตัว เขาไม่ได้กลับบ้าน แต่ยังคงอยู่ที่อังกฤษและได้ลงเล่นให้สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ถึง 500 ครั้ง ได้รับรางวัลนักฟุตบอลแห่งปีใน ค.ศ. 1656 และกลายเป็นตำนานในปี 1956 ขณะที่ลงเล่นนัดชิงแชมป์ในการแข่งขัน FA CUP ที่อังกฤษ เขาประสบอุบัติเหตุจนทำให้คอหัก แต่ก็ยังคงสปิริตฝืนเล่นต่อจนจบการแข่งขันและช่วยให้ทีมได้แชมป์ในคราวนั้นมาได้

ชัยชนะคือทุกสิ่ง

ฟุตบอลโลกปี 1990: แกรี ลินิเกอร์ กองหน้าชาวอังกฤษยิงลูกโทษเข้าใส่ผู้รักษาประตู โบโด อิลก์เนอร์จนทำประตูขึ้นนำ 1:0 ทว่าจบเกมอังกฤษพ่ายไป 4:3 ฟุตบอลโลกปี 1990: แกรี ลินิเกอร์ กองหน้าชาวอังกฤษยิงลูกโทษเข้าใส่ผู้รักษาประตู โบโด อิลก์เนอร์จนทำประตูขึ้นนำ 1:0 ทว่าจบเกมอังกฤษพ่ายไป 4:3 | ภาพ (บางส่วน): © Picture Alliance/Frank Leonhardt
แม้อังกฤษจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นชาติแห่งฟุตบอล แต่กลับมีคำกล่าวที่ว่า “ยังไงทีมเยอรมันก็ชนะเสมอ” อย่างน้อยก็ในสายตาของแกรี ลินิเกอร์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและปัจจุบันเป็นนักจัดรายการทีวี ภายหลังพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันในเกมรอบรองชนะเลิศของการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1990 เขาได้กล่าวเอาไว้อย่างท้อแท้ว่า “ฟุตบอลนั้นเป็นเกมง่ายๆ ผู้ชาย 22 คนวิ่งไล่ลูกบอล 1 ลูก ภายในเวลา 90 นาที แต่พอจบเกมทีมเยอรมันก็มักจะเป็นผู้ชนะเสมอ” แม้ในสมัยนั้นทีมเยอรมันอาจโชว์ฟอร์มได้ไม่สวยงามนัก แต่ก็สร้างความสำเร็จเอาไว้มากมาย ภาพความสำเร็จนี้เพิ่งจะได้รับการยอมระดับโลกเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ภายหลังทีมชาติเยอรมันเริ่มหันมาปรับการเล่นแบบเน้นเกมรุกและใช้เทคนิคที่หวือหวามากขึ้น

“50+1” ได้เลย!

แฟนบอลในมิวนิครวมตัวกันเพื่อสนับสนุนการใช้กฎ 50+1 แฟนบอลในมิวนิครวมตัวกันเพื่อสนับสนุนการใช้กฎ 50+1 | ภาพ (บางส่วน): © Picture Alliance/Sven Simon
ไม่ว่าจะในอังกฤษ สเปน หรืออิตาลี สโมสรฟุตบอลจำนวนมากในลีคใหญ่ๆ ต่างมีเจ้าของเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ผู้มีอิทธิพลชาวรัสเซียหรือเจ้าชายแห่งราชวงศ์อาหรับ แต่ในเยอรมนีนั้นต่างออกไป เพราะในบุนเดสลีกามีการใช้กฎที่เรียกว่า “50+1” โดยสโมสรจะต้องให้สิทธิ์ในการออกเสียงอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์แก่สมาชิกสโมสร ซึ่งทำให้กลุ่มนายทุนไม่สามารถเข้ามาควบคุมกิจการของสโมสรได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีสโมสรเยอรมันบางส่วนที่วิตกว่าเงื่อนไขนี้อาจทำให้พวกเขาเสียเปรียบด้านเงินทุนในการแข่งขันระดับนานาชาติ ในขณะที่สโมสรอื่นๆ อย่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน และแอร์เบ ไลฟ์ซิกก็ใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นนี้หรือวางโครงสร้างการบริหารอย่างชาญฉลาดเพื่อเลี่ยงข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎที่เกือบจะมีที่เดียวในโลกใช้อยู่ มีเพียงออสเตรียเท่านั้นที่มีการใช้กฎคล้ายๆ กันนี้

ความสำเร็จของทีมหญิง

หลังการแข่งขันกับบราซิล: นักฟุตบอลหญิงทีมชาติเยอรมันแสดงความยินดีหลังคว้าชัยชนะได้เป็นแชมป์โลกในปี 2007 หลังการแข่งขันกับบราซิล: นักฟุตบอลหญิงทีมชาติเยอรมันแสดงความยินดีหลังคว้าชัยชนะได้เป็นแชมป์โลกในปี 2007 | ภาพ (บางส่วน): © Picture Alliance/Pressefoto Ulmer
ในเยอรมนี ทีมฟุตบอลเดียวที่ประสบความสำเร็จมากกว่าทีมชาติเยอรมันนั้นก็คือฟุตบอลหญิงทีมชาติเยอรมัน ทีมชาติหญิงคว้าถ้วยฟุตบอลโลกมาแล้วถึงสองสมัย แม้จะมีการจัดแข่งขันฟุตบอลโลกหญิงมาแล้วเพียงแค่ 7 ครั้ง อีกทั้งนักฟุตบอลหญิงทีมชาติยังคว้าแชมป์ยุโรป (UEFA) มาแล้วถึง 8 ครั้ง และในการแข่งขันโอลิมปิกปี 2016 ที่รีโอเดจาเนโรก็ยังคว้าเหรียญทองมาได้อีก ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จที่ทีมฟุตบอลชายเยอรมันยังไม่เคยไปถึง ชัยชนะโอลิมปิกอันยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียวที่ทีมฟุตบอลชายเยอรมันทำได้นั้นเป็นของทีมเยอรมันตะวันออก ที่ได้ผู้เล่นชาวเดรสเดนแข้งทองอย่าง ฮันส์-เยือร์เกน “ดิกซี” เดินเนอร์ ช่วยเอาชนะโปแลนด์ไว้ได้ในรอบชิงชนะเลิศมาได้ในปี 1976 ที่โอลิมปิก ในมอนทรีอัล

สองทีมย่อมดีกว่าหนึ่ง

กองหน้าทีมชาติเยอรมันตะวันออก เยือร์เกน ชปาวัสเซอร์(2 จากซ้าย) ยิงผ่านกองหลังแบร์ที ว็อกส์(2 จากขวา)และผู้รักษาประตูเซปป์ ไมเออร์(ซ้าย) ทำประตูนำ 1:0 ในนัดแข่งกับเยอรมันตะวันตก กองหน้าทีมชาติเยอรมันตะวันออก เยือร์เกน ชปาวัสเซอร์(2 จากซ้าย) ยิงผ่านกองหลังแบร์ที ว็อกส์(2 จากขวา)และผู้รักษาประตูเซปป์ ไมเออร์(ซ้าย) ทำประตูนำ 1:0 ในนัดแข่งกับเยอรมันตะวันตก | ภาพ (บางส่วน): © Picture Alliance/Werner Schulze
การยิงประตูที่น่าจดจำครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เยอรมันนั้น คือการยิงประตูชัยในการแข่งขันระหว่างทีมชาติเยอรมันทั้งสองทีม ในการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 1974 จัดโดยเจ้าภาพคือเยอรมันตะวันตก ทีมชาติเยอรมันตะวันออกได้ผ่านเข้ารอบมาด้วย และช่างเป็นโชคชะตาที่ทั้งสองทีมต่างก็ผ่านเข้ารอบมาอยู่ในกลุ่มเดียวกันในรอบแรก ในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1974 ทีมชาติเยอรมันตะวันตกและทีมชาติเยอรมันตะวันออกพบกันที่สนามโฟล์คพาร์คสเตเดียม ในฮัมบวร์ก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ในนาทีที่ 77 ประตูเดียวในการแข่งขันครั้งนั้นก็ถูกยิงโดยเยือร์เกน ชปาวัสเซอร์ ที่ขณะนั้นมีอายุ 26 ปี จบเกมเยอรมันตะวันออกชนะ สร้างความตกตะลึงให้เยอรมันตะวันตกอย่างมาก แต่แม้จะแพ้ในเกมนั้น แต่ทีมชาติเยอรมันตะวันตก ภายใต้การคุมทีมของกัปตัน ฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ก็ได้แชมป์บอลโลกในครั้งนั้นไป และปัจจุบัน เสื้อเบอร์ 4 ที่ชปาวัสเซอร์สวมครั้งนั้นก็ได้ถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่กรุงบอนน์ ในเยอรมนี

ผู้ชมล้นหลาม

แฟนบอลทีมเฟาเอ็ฟเบ ชตุทท์การ์ทกับถ้วยแชมป์ แฟนบอลทีมเฟาเอ็ฟเบ ชตุทท์การ์ทกับถ้วยแชมป์ | ภาพ (บางส่วน): © Picture Alliance/blickwinkel
แม้ลีกบุนเดสลีกาของเยอรมนีจะเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 ซึ่งถือว่าช้ากว่าลีกระดับโลกอื่นๆ อยู่มาก ทว่าลีกน้องใหม่นี้กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เกมการแข่งขันในดิวิชั่นหลักของลีกเยอรมันมีผู้ชมราว 44,657 คน ทำให้กลายเป็นลึกที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก หลายปีที่ผ่านมา ทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์นั้นดึงดูดผู้ชมได้อย่างล้นหลาม โดยล่าสุดมีผู้ชมอยู่ที่ประมาณ 79,496 คนต่อเกมการแข่งขัน ทำให้บุนเดสลีกานำหน้าสถิติจำนวนผู้ชมในบรรดาประเภทกีฬาทั้งหมด แม้การแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL ในอเมริกาจะมียอดการขายตั๋วเข้าชมที่พุ่งสูงขึ้นก็ตาม